[FS] Event 001 : Jikoshoukai

posted on 15 Aug 2013 20:06 by pondora in FS

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

 

 

          หลังจากเสียงออดบอกหมดเวลาคาบเรียนสุดท้ายดังขึ้นแล้ว นักเรียนในห้องชั้นปีที่ 1 ห้อง B ก็ดูจะบางตาลงไปมากทีเดียว อาจเป็นเพราะพึ่งเปิดเทอมมาได้ไม่นาน กิจกรรมเลยยังไม่มีอะไรมากนัก แต่สำหรับเด็กหนุ่มอายุสิบห้าย่างสิบหกอย่าง โฮโจ คาสึฮิโกะ แล้ว การไม่มีกิจกรรมอาจจะดีกว่าก็ได้ละมั้ง..?

          .

          .

          .

 

          หมู่เมฆกำลังล่องลอย สายลมอุ่นๆและต้นซากุระที่ผลิบาน ดูแล้วช่างสมกับเป็นฤดูใบไม้ผลิดีเหลือเกิน ผมนั่งเท้าคางมองภาพบรรยากาศเหล่านั้นจากหน้าต่างในห้องเรียนพลางคิดว่าจะกลับบ้านเลยดีหรือแวะไปดูห้องสมุดหาหนังสืออะไรอ่านซักหน่อย แต่ไหนๆหนังสือเล่มเก่าที่ไว้อ่านฆ่าเวลาก็อ่านจบไปเมื่อวันก่อนแล้ว การแวะไปห้องสมุดซักเดี๋ยวก็คงไม่ทำให้เสียเวลามากนัก

 

          ผมหาวเบาๆหนึ่งครั้งแล้วหันมาเก็บของที่วางอยู่บนโต๊ะลงกระเป๋า รวมถึงกระเป๋าดินสอสีฟ้าลายจุดสีขาวซึ่งปักผ้าเป็นรูปหน้าเด็กผู้ชายคงหนึ่งไว้ด้วย ถ้าสังเกตดีๆแล้ว ตรงใต้ตาด้านซ้ายของหน้าเด็กนั้นจะมีจุดสีดำเล็กๆอยู่ เป็นที่ที่ตรงกับขี้แมลงวันของผม อา.. ออกจะน่าอายซักหน่อยที่ต้องพูดแบบนี้ แต่รูปเด็กที่ปักไว้มันคือหน้าของผมเอง

          กระเป๋าใบนี้เป็นของขวัญที่ได้มาจากพี่สาว เธอบอกว่าให้เป็นของขวัญที่สอบเข้าโรงเรียนนี้ได้ แล้วก็ถือเป็นของขวัญสำหรับการเลื่อนชั้นเป็นนักเรียนมัธยมปลายไปด้วยเลย อันที่จริง.. ถ้าเป็นไปได้ผมก็ไม่อยากจะใช้เจ้ากระเป๋าที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ไม่น่าจะเป็นกระเป๋าของเด็กผู้ชายได้เลยซักนิดเดียว แต่ถึงจะปฎิเสธยังไง เธอก็คงบังคับให้ผมเอาไปใช้ให้ได้อยู่ดี ดังนั้นการรับมาใช้ตั้งแต่แรกอาจจะเป็นเรื่องดีกว่า เพราะผมเองก็ไม่อยากเห็นใบหน้างอนๆของเธอเหมือนกัน

          ก็อุตส่าห์ลงมือเย็บให้ผมเองกับมือเลยนี่นะ


          เมื่อเก็บของเสร็จแล้วผมก็หยิบกระเป๋ามาสะพายบ่าแล้วออกจากห้องไป เดินผ่านตามระเบียงทางเดินเรื่อยๆ ไม่นานนักก็มาถึงที่หมาย ผมเปิดประตูห้องสมุดแล้วเดินเข้าไปอย่างเงียบเชียบ ภายในห้องมีนักเรียนมาใช้บริการไม่มากนักโดยมีอยู่ประปรายตามโต๊ะที่จัดไว้ โต๊ะละหนึ่งถึงสองคน บางโต๊ะก็ไม่มีคนเลย

 

          นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เข้ามายังห้องสมุดของโรงเรียนนี้ เป็นที่ที่สงบดีจริงๆ ผมอาจจะต้องมาใช้บริการที่นี่บ่อยๆซะแล้ว

 

           

          ปรัชญา 

          .

          ศาสนา 

          .

          .

          ภาษาศาสตร์ 

 

          ผมเดินไล่ตามชั้นหนังสือหมวดต่างๆ จนหยุดอยู่หน้าหมวดวรรณกรรม ชั้นหนังสือในหมวดนี้ถูกบรรจุด้วยหนังสือมากมายไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่ มีทั้งนวนิยาย วรรณกรรมเยาวชนต่างๆ มีทั้งหนังสือที่แต่งในญี่ปุ่นและนำเข้ามาแปล รวมถึงเล่มที่ผมเคยอ่านแล้ว แล้วก็เล่มที่ยังไม่เคยอ่าน หลังจากที่ไล่กวาดสายตามองแล้ว ผมค่อยๆเดินเข้าไปลึกอีกหน่อยเผื่อว่าจะเจอหนังสืออะไรเพื่มอีก

 

          “อืม..”

 

          เสียงพึมพำในลำคอเรียกให้ผมหันหน้าไปมองเล็กน้อย ก็เห็นเด็กผู้หญิงท่าทางคุ้นหน้าคุ้นตากำลังยืนเลือกหนังสืออยู่ด้วยความสนใจ ความสูงของเธออยู่ในระดับไล่เลี่ยกับผม คงห่างกันประมาณ 5-6 เซนต์ได้ ผมยาวตรงสีดำสนิทถูกปล่อยสยายถึงกลางแผ่นหลัง และมีที่ติดผมรูปโพธิ์ดำติดไว้บริเวณด้านข้าง เหมือนผมจะเคยเห็นเธอที่ไหนซักแห่ง..?

 

          ในขณะที่ผมกำลังลอบมองนั้น ท่าทางเธอเองจะไม่สังเกตเห็นผมเลยซักนิด

 

          “หาหนังสืออะไรอยู่เหรอ?”

 

          ผมทักออกไปด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ แล้วก็ได้ผล เธอชะงักไปนิดหน่อยแล้วหันกลับมามอง ผมเลยได้เห็นหน้าเธอชัดๆเสียที

 

          “เอ่อ.. หนังสือสำหรับอ่านว่างๆน่ะค่ะ”

 

          “หืม..” ผมครางในลำคอนิดหน่อย “เธอ.. ใช่คนที่อยู่ห้องเดียวกับผมรึเปล่าน่ะ?”

 

          “เอ.. ใช่ค่ะ.. เอ่อ..  โฮโจซัง?” เธอพยักหน้าให้แล้วเรียกนามสกุลผมด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่แน่ใจเท่าไหร่ ดูเหมือนความจำผมจะไม่ได้แย่มากนัก ถึงว่าอยู่ว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน เธอเป็นเพื่อนร่วมห้องกับผมจริงๆ

 

          ว่าแต่เธอรู้ได้ยังไงน่ะว่าผมชื่ออะไร? จำไม่ได้เลยแฮะว่าแนะนำตัวไปตอนไหน

 

          ผมพยักหน้ารับ “แล้วเธอล่ะ ชื่ออะไรเหรอ?”

 

          “อูเอมูระค่ะ อูเอมูระ มารินะ...”

 

          “อูเอมูระซัง..สินะ”

 

          ผมทวนชื่ออีกรอบเพื่อความแน่ใจ จากนั้นก็เอื้อมมือไปหยิบหนังสือลงมาจากชั้นเล่มหนึ่งซึ่งมีพื้นปกหนังสือเป็นสีดำ แล้วยื่นให้กับอูเอมูระ

 

          “เคยอ่านเรื่องนี้มั้ย? ผมว่ามันสนุกดีน่ะ”

 

          เธอพยักหน้าแล้วรับหนังสือไปดูด้วยความสนใจ

 

          “เรื่องนี้... ยังนะคะ เกี่ยวกับอะไรเหรอคะ?”

 

          “เรื่องนี้ออกแนวลึกลับนิดหน่อยน่ะ แต่ก็ไม่น่ากลัวหรอก เป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กผู้ชายคนนึงที่ตามหาพ่อกับแม่ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย” ผมนิ่งไปซักพักเมื่อคิดได้ว่าบางทีเด็กผู้หญิงอาจจะไม่ชอบหนังสือแนวลึกลับเท่าไหร่ “แต่ไม่รู้ว่าเธอจะชอบรึเปล่าน่ะ..”

 

          “เรื่องลึกลับเหรอคะ.. ฉันเองอ่านแนวนี้ไม่บ่อยนัก แต่ก็น่าสนใจดีนะคะ”

 

          เธอคลี่ยิ้มออกมาน้อยๆจนทำให้ผมต้องเบือนหน้าหนีไปมองหนังสือบนชั้นแทน

 

          “ถ้าเธออ่านแล้วชอบก็ดีนะ เพราะผมเองก็ชอบเรื่องนี้เหมือนกัน ตอนจบเรื่องนี้น่ะอบอุ่นมากเลย”

 

          ผมคิดย้อนไปถึงตอนที่อ่านหนังสือเล่มนั้นแล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ ก็ตอนจบเรื่องนั้นน่ะ... อา ถ้าผมบอกอูเอมูระว่าตอนจบของเรื่องนี้มันเป็นยังไงก็คงไม่สนุกสินะ คงต้องให้อ่านเอาเองล่ะ

 

          “ตอนจบให้ความรู้สึกอบอุ่น.. ดีจังเลยนะคะ ฉันฟังแล้วหวังว่าฉันจะชอบหนังสือเล่มนี้”

 

          “อืม.. เธอชอบอ่านหนังสือวรรณกรรมเหรอ” ผมถามพลางเอามือเอามือลูบหลังคอนิดหน่อย

 

          “อ่า.. ใช่ค่ะ” เธอพยักหน้า “จริงๆแล้วแค่เป็นหนังสือ.. ฉันก็รู้สึกชอบแล้วล่ะค่ะ”

 

          ผมมองรอยยิ้มของอูเอมูระอีกครั้ง ดูเหมือนเธอจะยิ้มหรือทำหน้ามีความสุขทุกครั้งเลยที่พูดถึงหนังสือ

 

          “ดูเธอจะชอบหนังสือมากเลยนะ”

 

          “ยะ อย่างนั้นเหรอคะ”

 

          “ก็ดูเธอจะมีความสุขดีน่ะ เวลาพูดถึงหนังสือ”

 

          “เอ?.. ก็...คงจะประมาณนั้นล่ะค่ะ” เธอส่งยิ้มแห้งๆมาให้ ดูอูเอมูระมีท่าทางลนลานนิดหน่อย หรือเมื่อกี้ผมพูดอะไรผิดไปรึเปล่านะ?

 

          “เธอมาที่ห้องสมุดนี่บ่อยเลยเหรอ?” ผมเปลี่ยนหัวข้อเรื่องคุยแล้วหันกลับไปมองที่ชั้นหนังสือ กวาดสายตาไล่ดูจากสันปกที่วางเรียงกันว่ามีเรื่องอะไรที่น่าอ่านบ้าง